ข่าวดัง ข่าวร้อน การเมือง อาชญากรรม ข่าวดารา ซูบซิบดารา ข่าวหนัง ข่าวเพลง คลิปวีดีโอ คลิปเด็ดๆ คลิปลับๆ โพสภาพเด็ดๆ ภาพแอบถ่ายดารา เพลงมาใหม่ เพลงฮิตออนไลน์ เส้นทางเศรษฐี แนะแนวทางอาชีพรวย
เล่นเกมส์ออนไลน์ แจกบอท แจกโปร ไลฟ์สไตล์ เรื่องราวดีๆ อัพเดทชีวิตของคุณ วิชาการออนไลน์ หาข้อมูลทำรายงาน ข้อสอบเข้ารับราชการ ข่าวรถยนต์ ซื้อ-ขายรถยนต์มือสอง ดูละครย้อนหลัง ดูทีวีย้อนหลัง ลงประกาศ โฆษณาซื้อ-ขายฟรี!
สภากาแฟ

กลับไปรายการกระดานข่าว ตอบกลับ โพส
Bookmark and Share

สรุปกฎหมายลักษณะพยาน (กลุ่มอาญา)



ข้อ 8 คำถาม พนักงานอัยการโจทก์ยื่นฟ้องนายแดงและนายดำเป็นจำเลยคดีเดียวกันในข้อหารับ ของโจร นายดำให้การรับสารภาพ นายแดงให้การปฏิเสธ ศาลสั่งให้โจทก์แยกฟ้องนายแดงเป็นคดีใหม่ต่างหาก แล้วมีคำพิพากษาลงโทษนายดำไปเลยที่เดียว เมื่อโจทก์ได้แยกฟ้องเป็นคดีใหม่แล้ว โจทก์อ้างนายดำเข้ามาเป็นพยานโจทก์เพื่อเบิกความยืนยันว่านายแดงได้ร่วม กระทำผิดด้วย เช่นนี้ ศาลจะอนุญาตให้โจทก์อ้างนายดำเป็นพยานได้หรือไม่
ธงคำตอบ การที่โจทก์อ้างนายดำจำเลยในคดีเดิมเป็นพยานโจทก์ในคดีที่ฟ้องใหม่ แม้ตาม ป.วิ.อาญามาตรา 232 จะห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานก็ตาม แต่ต้องตีความโดยเคร่งครัดว่าจำเลยที่ห้ามมิให้โจทก์อ้างเป็นพยานในคดีเดียว กัน โจทก์มีสิทธิอ้างจำเลยผู้กระทำผิดนั้นเป็นพยานโจทก์ ศาลย่อมอนุญาตให้โจทก์อ้างนายดำเป็นพยานโจทก์ได้(ฎีกาที่ 534./2512)(ข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา 2528)

ข้อ 9 คำถาม เดิมอัยการโจทก์ฟ้องนายดำเป็นจำเลยแล้วถอนฟ้อง โดยอ้างว่าฟ้องผิดตัว ต่อมาอัยการได้ฟ้องนายแดงในความผิดอันเดียวกัน ส่วนผู้เสียหายได้ฟ้องนายดำในความผิดฐานนั้นอีก อัยการโจทก์จะกลับขออ้างนายดำเป็นพยานในคดีที่ฟ้องนายแดงได้หรือไม่
ธงคำตอบ ตาม ป.วิ.อาญามาตรา 232 ห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน
เมื่ออัยการโจทก์ถอนฟ้องคดีที่นายดำเป็นจำเลย ไปฟ้องนายแดงเป็นคดีใหม่ นายดำจึงไม่ใช่จำเลยในคดีที่อัยการฟ้องนายแดง อัยการโจทก์จึงอ้างนายดำเป็นพยานได้
แต่ถ้ารวมพิจารณาคดีที่ผู้เสียหายฟ้องนายดำเป็นจำเลยกับคดีที่อัยการโจทก์ ฟ้องนายแดงเป็นจำเลยเข้าด้วยกัน พยานหลักฐานที่นำสืบย่อมใช้ลงโทษได้ทั้งนายดำและนายแดง อัยการโจทก์จึงอ้างนายดำเป็นพยานได้(ข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา 2513)

ข้อ 10 คำถาม นายดำและนายเดือดร่วมกันทำร้ายร่างกายนายแดงบาดเจ็บสาหัสต่อหน้าพระภิกษุขาว และนายเขียว พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายดำและนายเดือดเป็นจำเลยร่วมกันในข้อหาทำร้าย ร่างกายผู้อื่นบาดเจ็บสาหัส นายเดือดให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่นายดำปฏิเสธ ศาลจึงสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะนายดำให้แยกฟ้องนายดำเป็นคดีอีกหนึ่งคดีและ พิพากษาลงโทษนายเดือด เมื่อโจทก์ฟ้องนายดำเป็นคดีใหม่แล้วได้อ้างพระภิกษุขาว นายเขียว และนายเดือดเป็นพยาน ศาลได้ออกหมายเรียกบุคคลทั้งสามให้มาเบิกความตามที่โจทก์ขอ พยานได้รับหมายเรียกโดยชอบแล้ว ก่อนถึงวันนัดสืบพยานพระภิกษุขาวได้สึกจากพระภิกษุ ส่วนนายเขียวได้บวชเป็นพระภิกษุ ครั้งถึงวันสืบพยานนายขาวและพระภิกษุเขียวมาศาลต่างแถลงต่อศาลว่านายดำเป็น ญาติไม่อยากยุ่งเกี่ยวไม่ยอมเบิกความเป็นพยานโจทก์ ส่วนนายเดือดยอมเบิกความ แต่นายดำคัดค้านว่าเป็นพยานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถ้าท่านเป็นศาลท่านจะสั่งให้นายขาวและพระภิกษุเขียวเบิกความตามหมายเรียกได้ หรือไม่ และรับฟังคำเบิกความนายเดือดเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่
ธงคำตอบ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 115 บัญญัติให้เอกสิทธิ์แก่พระภิกษุสามเณรในพุทธศาสนาไว้ว่า แม้มาเป็นพยานจะไม่ยอมเบิกความหรือตอบคำถามใดๆก็ได้ ซึ่ง ป.วิ.อาญา มิได้บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำไปใช้บังคับในคดีอาญาด้วยตาม ป.วิ.อาญามาตรา 15 แต่ผู้ที่จะได้เอกสิทธ์ตามมาตรานี้จะต้องเป็นพระภิกษุสามเณรในพุทธศาสนาอยู่ ในขณะที่มีศาลในวันสืบพยานเท่านั้น เมื่อนายขาวได้สึกจากพระภิกษุมาเป็นบุคคลธรรมดาแล้ว มิได้เป็นพระภิกษุอยู่ในวันสืบพยาน จึงไม่ได้รับเอกสิทธิ์ตามกฎหมายดังกล่าว ศาลชอบที่จะสั่งให้นายขาวเบิกความได้ ส่วนพระภิกษุเขียวแม้ขณะที่เกิดเหตุและได้รับหมายเรียกจะมิได้เป็นพระภิกษุ แต่เมื่อได้บวชและยังคงเป็นพระภิกษุอยู่ในวันสืบพยาน จึงได้รับเอกสิทธิ์ตามกฎหมายดังกล่าว ศาลจะสั่งให้พระภิกษุเขียวเบิกความไม่ได้
สำหรับนายเดือดนั้น แม้จะเคยถูกฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับนายดำในคดีก่อน แต่ศาลก็ได้สั่งให้จำหน่ายคดีของนายดำออกจากคดีเดิมและให้แยกฟ้องเป็นคดี ใหม่ต่างหากจากกันแล้ว นายเดือดมิได้เป็นจำเลยในคดีนี้ด้วย จึงไม่ต้องห้ามเป็นพยานโจทก์ตาม ป.วิ.อาญามาตรา 232 (ฎีกาที่ 1202/2520 และฎีกาที่ 5877/2530) ส่วนข้อที่นายเดือดเป็นผู้ร่วมกระทำผิดกับนายดำจำเลยด้วยและการเบิกความของ นายเดือดจะเป็นการซัดทอดนั้น ก็ไม่มีบทกฎหมายใดถือเป็นเหตุห้ามมิให้รับฟังคำเบิกความของนายเดือด การที่นายเดือดเป็นผู้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยเพียงแต่จะเป็นเหตุให้คำเบิกความ ของนายเดือดมีน้ำหนักน้อยไปบ้างเท่านั้น มิใช่จะรับฟังไม่ได้เสียหายทีเดียว(ฎีกาที่ 4512/2530) ศาลจึงรับฟังคำเบิกความของนายเดือดเป็นพยานหลักฐานได้(ข้อสอบผู้ช่วยผู้ พิพากษา 2533)

ข้อ 11 คำถาม พนักงานอัยการฟ้องนายศักดิ์กับนายสิทธิ์ว่าร่วมกันลักทรัพย์ นายศักดิ์ให้การรับสารภาพตามฟ้อง นายสิทธิ์ให้การปฏิเสธ ศาลสั่งให้พนักงานอัยการแยกฟ้องนายสิทธิ์ซึ่งปฏิเสธเป็นคดีใหม่ และพิพากษาลงโทษนายศักดิ์ พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายสิทธิ์เป็นคดีใหม่แล้วอ้างนายศักดิ์เป็นพยาน โจทก์ นายศักดิ์ให้การว่านายสิทธ์ได้ร่วมกับตนลักทรัพย์รายนี้ด้วย ถ้าท่านเป็นศาลจะวินิจฉัยคดีนี้อย่างไร
ธงคำตอบ พนักงานอัยการอ้างนายศักดิ์เป็นพยานโจทก์ได้ตาม ป.วิ.อาญามาตรา 232 ห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานนั้น หมายถึง ห้ามโจทก์อ้างจำเลยในคดีนั้นเป็นพยานของโจทก์เท่านั้น นายศักดิ์แม้จะเคยถูกฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับนายสิทธิ์ในคดีก่อน แต่นายศักดิ์ก็มิได้เป็นจำเลยในคดีนี้ เพระได้แยกฟ้องไปแล้ว(ฎีกาที่ 2311-2314/2514)(ข้อสอบอัยการผู้ช่วย 2520)

ข้อ 12 คำถาม ข้อเท็จจริงตามสำนวนการสอบสวนคดีอาญาเรื่องหนึ่ง พนักงานสอบสวนสอบสวน ก.และ ข. เป็นผู้ต้องหาในคดีร่วมกันหลอกลวง ค. คนขับรถแท็กซี่ให้พาไปในที่เปลี่ยวแล้วใช้อาวุธมีดขู่เข็ญเอาเงินสดไปจาก ค.จำนวนหนึ่ง อัยการจึงยื่นฟ้อง ก.และ ข. ฐานร่วมกันชิงทรัพย์ ครั้นนำ ค.เข้าเบิกความได้เป็นปากแรก ข้อเท็จจริงได้ความว่า ข. มิได้ร่วมกระทำผิดด้วย อัยการจึงยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ข. ศาลอนุญาตแล้ว อัยการได้ระบุอ้าง ข.ซึ่งเป็นพยานผู้อยู่ในเหตุการณ์เพิ่มเติมอีก 1 ปาก เพื่อให้พยานหลักฐานแน่นแฟ้นขึ้น ต่อมาในชั้นสืบพยานจำเลย ก. ได้ระบุตัวพยานหลายปากรวมทั้ง ข. ซึ่งได้เบิกความไปแล้วในฐานะเป็นพยานโจทก์แล้วด้วย ให้ท่านวินิจฉัยว่า การที่คู่ความในคดีดังกล่าว ได้นำ ข. เข้าเบิกความเป็นพยาน ชอบหรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ ตามปัญหาแม้ ข. จะเคยเป็นจำเลยในคดีมาก่อน แต่เมื่ออัยการถอนฟ้องแล้วย่อมไม่อยู่ในฐานะจำเลยอีกต่อไป อัยการจึงย่อมระบุอ้างนำ ข. เข้าเบิกความเป็นพยานได้โดยไม่ขัดกับ ป.วิ.อาญามาตรา 232 และแม้ ข. จะไม่เคยถูกสอบสวนเป็นพยาน แต่ก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าการนำสืบพยานบุคคลของอัยการนั้นจะต้องเป็นผู้ที่ ได้รับการสอบสวนมาก่อน กฎหมายเพียงแต่ห้ามอัยการฟ้องโดยมิได้มีการสอบสวนเท่านั้น สำหรับกรณีที่ ก. ระบุอ้าง ข. และนำเข้าเบิกความเป็นพยานนั้นก็ย่อมกระได้เช่นกันเพราะไม่มีกฎหมายห้ามมิ ให้จำเลยระบุอ้างพยานโจทก์เป็นพยานแต่อย่างใด(ข้อสอบอัยการผู้ช่วย 2523)

ข้อ 13 คำถาม ในคดีอาญาเรื่องหนึ่ง พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายดำเป็นจำเลยที่ 1 และนายแดงเป็นจำเลยที่ 2 ต่อมาในวันสืบพยานโจทก์นัดแรก พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอถอนฟ้องนายแดงจำเลยที่ 2 ศาลอนุญาตและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะนายแดงจำเลยที่ 2 ต่อมาพนักงานอัยการได้ระบุอ้างนายแดงเป็นพยานโจทก์เพิ่มเติม โดยมิได้มีการสอบสวนนายแดงไว้ในฐานะพยาน ดังนี้ พนักงานอัยการจะนำสืบนายแดงเป็นพยานในคดีได้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และศาลจะรับฟังคำเบิกความของนายแดงได้หรือไม่
ธงคำตอบ ในคดีอาญา ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 232 ห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน เมื่อนายแดงมิได้อยู่ในฐานะเป็นจำเลยอีกต่อไป พนักงานอัยการโจทก์จึงระบุอ้างนายแดงเป็นพยานโจทก์เพิ่มเติมและนำสืบนายแดง เป็นพยานในคดีได้โดยชอบ
ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 120 ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาลโดยมิได้มีการสอบสวนในความผิด นั้นก่อนเท่านั้น การนำสืบพยานบุคคลในคดีอาญาไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ที่เป็นพยานของ พนักงานอัยการจะต้องได้รับการสอบสวนมาก่อน นอกจากนี้ ป.วิ.อาญา มาตรา 226 บัญญัติให้พยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีความผิดหรือบริสุทธิ์ให้ อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ และมาตรา 228 บัญญัติว่าระหว่างการพิจารณาคู่ความฝ่ายใดร้องขอ ศาลมีอำนาจสืบพยานเพิ่มเติมได้ ดังนั้น ศาลจึงรับฟังคำเบิกความของนายแดงเป็นพยานหลักฐานได้โดยชอบ(ข้อสอบอัยการผู้ ช่วย 2537)

ข้อ 14 คำถาม เดิมพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายดำเป็นจำเลยในคดีอาญาแล้วถอนฟ้องโดยอ้าง ว่าฟ้องผิดตัว ต่อมาพนักงานอัยการได้ฟ้องนายแดงและนายเขียวเป็นจำเลยในความผิดเดียวกัน นายเขียวให้การรับสารภาพ ศาลมีคำพิพากษาลงโทษนายเขียวในความผิดดังกล่าวแล้ว และมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องนายแดงเป็นคดีใหม่ คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายแดงอยู่ระหว่างการสืบพยาน ผู้เสียหายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายดำในความผิดฐานนั้นอีก ดังนี้ พนักงานอัยการโจทก์จะอ้างนายดำและนายเขียวเป็นพยานในคดีที่พนักงานอัยการ ยื่นฟ้องนายแดงได้หรือไม่
หากศาลมีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีที่ผู้เสียหายฟ้องนายดำเป็นจำเลย กับคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายแดงเป็นจำเลยเข้าด้วย พนักงานอัยการโจทก์จะอ้างนายดำเป็นพยานในคดีที่ฟ้องนายแดงได้หรือไม่
ธงคำตอบ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 232 ห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน เมื่อพนักงานอัยการโจทก์ถอนฟ้องคดีที่นายดำเป็นจำเลยไปฟ้องนายแดงและนาย เขียวเป็นคดีใหม่ นายดำจึงไม่ใช่จำเลยในคดีที่เจ้าพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายแดง พนักงานอัยการจึงอ้างนายดำเป็นพยานได้
ส่วนนายเขียว แม้จะถูกฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับนายแดงมาก่อน แต่ได้รับสารภาพและศาลได้พิพากษาลงโทษจนคดีเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว จึงไม่ได้เป็นจำเลยในคดีที่พนักงานอัยการฟ้องนายแดงเป็นคดีใหม่ ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ .อาญา มาตรา 232 พนักงานอัยการโจทก์จึงอ้างนายเขียวเป็นพยานได้
แต่ถ้ารวมพิจารณาคดีที่ผู้เสียหายฟ้องนายดำเป็นจำเลย กับคดีที่พนักงานอัยการฟ้องนายแดงเป็นจำเลยเข้าด้วยกัน พยานหลักฐานที่นำสืบย่อมฟังลงโทษได้ทั้งนายดำและนายแดง ถือว่านายดำอยู่ในฐานะจำเลยในคดีดังกล่าว พนักงานอัยการโจทก์จึงอ้างนายดำเป็นพยานไม่ได้ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อาญามาตรา 232 (ข้อสอบอัยการผู้ช่วย 2541)

ประเด็นเพิ่มเติม การนำสืบพนักงานสอบสวนและบันทึกคำให้การรับสารภาพของจำเลย ในกรณีนี้มิใช่เป็นการอ้างจำเลยเป็นพยานโจทก์ จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อาญามาตรา 232 และการที่พนักงานสอบสวนบอกให้จำเลยรับสารภาพจะได้เป็นเหตุบรรเทาโทษ ก็มิใช่เป็นการจูงใจหรือเป็นการมิชอบแต่อย่างใด จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อาญามาตรา 135 ประกอบมาตรา 226 และกรณีที่พนักงานสอบสวนไม่แจ้งให้จำเลยทราบสิทธิของตนตาม ป.วิ.อาญามาตรา 7 พยานหลักฐานจึงรับฟังไม่ได้

คำถาม พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายโดดเป็นจำเลยที่ 1 ในข้อหาลักทรัพย์ และฟ้องนายดำเป็นจำเลยที่ 2 ในข้อหารับของโจร จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ โจทก์นำพนักงานสอบสวนมาเบิกความว่านายดำให้การรับสารภาพไว้ในชั้นสอบสวนว่า นายโดดเป็นคนร้ายลักทรัพย์ของกลางมาขายให้นายดำในราคาถูก โดยขอส่งบันทึกคำให้การรับสารภาพซึ่งนายดำลงชื่อรับรองไว้เป็นพยานหลักฐาน ประกอบคำเบิกความของพนักงานสอบสวนด้วย นายดำคัดค้านว่าพนักงานสอบสวนบอกให้ตนรับสารภาพจะได้เป็นเหตุ โดยมิได้แจ้งให้ตนทราบว่าตนมีสิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายก่อน
หากข้อเท็จจริงเป็นที่ดังนายดำคัดค้าน ศาลจะรับฟังคำเบิกความของพนักงานสอบสวรและบันทึกคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบ สวนของนายดำเป็นพยานหลักฐานยันนายดำและนายโดดได้หรือไม่
ธงคำตอบ การนำสืบพนักงานสอบสวนและบันทึกคำให้การรับสารภาพของนายดำในกรณีนี้มิใช่ เป็นการอ้างจำเลยเป็นพยานโจทก์ จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อาญามาตรา 232 และการที่พนักงานสอบสวนบอกให้นายดำรับสารภาพจะได้เป็นเหตุบรรเทาโทษ ก็มิใช่เป็นการจูงใจหรือเป็นการมิชอบแต่อย่างใด จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อาญามาตรา 135 ประกอบมาตรา 226 แต่การที่ไม่มีการแจ้งให้นายดำทราบถึงสิทธิที่จะพบทนายและปรึกษาทนายนั้น เป็นการฝ่าฝืน ป.วิ.อาญา มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง พยานหลักฐานที่แสดงถึงคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของนายดำ จึงเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบ ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 226 และไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้เลย ศาลจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานยันนายดำและนายโดดไม่ได้ทั้งคู่(ข้อสอบผู้ช่วย ผู้พิพากษาสนามเล็ก 2537)

ข้อสอบหลังสุดที่ออกสอบมาตรา 232 ป.วิ.อาญาคือข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาปี วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน 2545 ข้อที่ 1
คำถาม นายสมคิดโกรธที่นายสมชายขายเมทแอมเฟตามีนให้ตนในราคาสูงมาก จึงไปพบส.ต.ต.สงัดแจ้งให้ไปจับกุมนายสมชาย ส.ต.ต.สงัดได้มอบเงินให้นายสมคิดไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายสมชายให้ส.ต. ต.สงัดจับกุม นายสมคิดไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายสมชายได้ 2 เม็ด จึงเก็บเอาไว้ 1 เม็ด เพื่อเสพเอง ส่วนอีก 1 เม็ด ได้มอบให้ ส.ต.ต สงัดเป็นของกลาง ส.ต.ต.สงัดจึงจับทั้งนายสมคิดและนายสมชายไปดำเนินคดี โดยแยกฟ้องนายสมคิดและนายสมชายเป็นคนละคดีกัน พนักงานอัยการโจทก์ในคดีของนายสมชายอ้างนายสมคิดมาเบิกความเป็นพยาน โดยพนักงานสอบสวนคดีนายสมชายได้ทำการสอบสวนโดยชอบแล้ว นายสมชายแถลงคัดค้านว่าโจทก์จะอ้างนาย
สมคิดจำเลยเป็นพยานไม่ได้ ทั้งพนักงานสอบสวนไม่ได้สอบปากคำนายสมคิดไว้เป็นพยานและนายสมคิดเป็นผู้ล่อซื้อจึงเป็นพยานหลักฐานที่ไม่ชอบ
ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะรับฟังคำเบิกความของนายสมคิดเป็นพยานหลักฐานในคดีที่ฟ้องนายสมชายได้หรือไม่
ธงคำตอบ กรณีที่พนักงานอัยการโจทก์ในคดีของนายสมชายอ้างนายสมคิดเป็นพยาน โดยพนักงานสอบสวนไม่ได้สอบปากคำนายสมคิดไว้เป็นพยานนั้น แม้ ป.วิ.อาญามาตรา 232 บัญญัติห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน แต่เมื่อนายสมคิดเป็นจำเลยในคดีอื่น ไม่ได้เป็นจำเลยร่วมกับนายสมชายในคดีที่นายสมชายเป็นจำเลย กรณีนี้มิใช่เรื่องโจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน และแม้พนักงานสอบสวนจะไม่ได้สอบปากคำนายสมคิดไว้ในฐานะพยาน แต่พนักงานสอบสวนก็ได้สอบสวนคดีของนายสมชายโดยชอบแล้ว และพยานโจทก์ที่เบิกความในศาลก็ไม่จำเป็นต้องเป็นพยานในชั้นสอบสวน (ฎ.4012/2534) นอกจากนั้น แม้นายสมคิดจะเป็นพยานบุคคลที่ ส.ต.ต สงัดได้มอบเงินให้ไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายสมชายก็ตาม แต่เมื่อนายสมชายขายเมทแอมเฟตามีนอยู่แล้ว การที่ ส.ต.ต สงัดมอบเงินให้นายสมคิดไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน เป็นเพียงวิธีการแสวงหาพยานหลักฐานในการกระทำความผิดของนายสมชายที่กระทำ อยู่แล้ว มิได้ล่อหรือชักจูงใจให้นายสมชายกระทำความผิดอาญาที่นายสมชายไม่ได้กระทำ ความผิดมาก่อน ไม่เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบต่อกม.และไม่เข้าข้อต้องห้ามที่อ้าง เป็นพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อาญามาตรา 226 (ฎีกาที่ 8187/2543)
ดังนั้น ศาลจึงรับฟังคำเบิกความของนายสมคิดเป็นพยานหลักฐานในคดีที่ฟ้องนายสมชายได้

ขอขอบคุณ พ.ต.ต.ชาญศักดิ์ สุนทะโรจน์





Spiceday Fan Page






บันเทิง ซุบซิบดารา [บันเทิง ซุบซิบ รูปดารา] [พิคโพส Picpost โพสภาพเด็ดๆ] [โหราศาสตร์ ดูดวง ทำนาย ทำนายฝัน] ดูหนัง ฟังเพลง [ฟังเพลงออนไลน์ เพลงใหม่ เนื้อเพลง เพลงเพื่อชีวิต] [ดูทีวี ฟังวิทยุเพลงออนไลน์] [ดูคลิปวีดีโอ ดูหนัง ออนไลน์ คลิปตลก] กีฬา [กีฬา ผลบอล รายงานสดผลการแข่งขัน วิเคราะห์บอล] ผี วิญญาณ [X-Files - เรื่องลึกลับ ผี วิญญาณ] เกมส์ [เกมส์ออนไลน์ เกมส์มาริโอ เกมส์แข่งรถ เกมทำอาหาร -เสิร์ฟอาหาร เกมส์ปลูกผัก เกมส์แต่งตัว เกมส์จับคู่ - เกมส์จับผิดภาพ เกมส์เต้น เกมส์บ้านผีสิง - เกมส์ปีศาจ เกมส์วางระเบิด เกมส์จีบสาว - เกมส์ความรัก เกมเซ็กซี่ sexy -เกมส์ทะลึ่ง] หาเพื่อน [Hi5 FACEBOOK TWITTER] [กลอนรัก กลอนเศร้า กลอนทะเล้น] ท่องเที่ยว [ท่องเที่ยวทั่วไทย] สมัครงาน [งานราชการ] [สอบบรรจุเข้ารับราชการทุกแห่ง เช่น กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น] ความรู้ [อี-เลิร์นนิ่ง - วิชาการออนไลน์] ข่าว เหตุการณ์ปัจจุบัน [ข่าวด่วน การเมือง อาชญากรรม] [หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ไทยรัฐ เดลินิวส์ ผู้จัดการ มติชน ข่าวสด คมชัดลึก] สุขภาพ [สุขภาพ - ความงาม สมุนไพร ลดความอ้วน] [เพศศึกษา - Sexology] ธุรกิจ หารายได้ [ธุรกิจ - เศรษฐกิจ - การเงิน - ผู้จัดการ] [หารายได้ทางอินเตอร์เน็ต] ไฮเทค [ไอที - อินเตอร์เน็ต - เทคโนโลยี มือถือ] [ยานยนต์-รถมือสอง] [ดาวน์โหลด โหลดเพลง] [ร้านขายของออนไลน์] businessleaderreview | businessleaderreview | holidaytripreview | holidaytripreview | movietvcelebrity | movietvcelebrity |